ขนาดและการวัดขนาดเฟอร์นิเจอร์
การวัดขนาดตามที่เรียกกัน
คือกว้างคูณ(x)ยาวคูณ(x)สูง
หน่วยวัดมาตรฐานสากลเป็น
เซ็นติเมตร:ซม.(Centimeter:CM)
และหน่วยย่อยเป็นมิลลิเมตร:มม.(Millimeter:MM)
โดย 1 เซ็นติเมตรแบ่งเป็น 10 มิลลิเมตร(มม.)
แต่ในทางปฏิบัติมักจะวัดขนาดไม่ถูกต้อง
และใช้หน่วยวัดผิดถึงกับมีปัญหาคืนสินค้า
หาว่าขนาดไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไข
เช่น ราชการกำหนดคุณสมบัติครุภัณฑ์ในเอกสารประมูลว่า
ใช้ท่อกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7/8 นิ้วและ 1 นิ้ว
ซึ่งตามมาตรฐานในปัจจุบันใช้หน่วยวัดเป็นเซ็นติเมตร
และหน่วยย่อยเป็นมิลลิเมตร
โดยโรงงานผลิตท่อสเตนเลสจะผลิตขนาดท่อ
เป็นหน่วยมิลลิเมตรเท่านั้น
คือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 9.6มม. 12มม. 16มม. 22มม.
25มม. 32มม. 38มม. 42มม. 50มม. 60มม. 76มม. ตามลำดับ
หน่วยวัดที่กำหนด 7/8 นิ้วจึงเท่ากับ 7/8x2.543 = 22.25มม.
และ 1นิ้วเท่ากับ 25.43มม.
ทำให้เกิดปัญหาในการตรวจรับงานทันที
ว่าสินค้าผิดขนาดคือเล็กกว่าที่กำหนด
อีกกรณีหนึ่งวิธีการวัดขนาดเก้าอี้กว้างคูณยาวคูณสูง
แต่ทางปฏิบัติพิสดารเมื่อตรวจรับงานเจาะจงวัดขนาด
เฉพาะที่นั่งของเก้าอี้ว่ากว้างยาวเท่าไร
และความสูงเฉพาะส่วนของพนักพิงขนาดเท่าไร
โดยไม่วัดรวมจากพื้นถึงขอบบนสุด
และอีกตัวอย่างหนึ่งก็พิสดารมากเช่นกันและพบแล้ว
คือกรณีขนาดของตู้วัดเฉพาะส่วนของตัวตู้
โดยไม่วัดรวมจากขาตู้ที่ติดพื้นดินถึงขอบบนสุดของตู้ เป็นต้น
นอกจากนี้การใช้เครื่องมือวัดควรใช้ให้เหมาะสม
เช่น ความยาวควรใช้ตลับเมตรแบบแถบโลหะ
หรือไม้บรรทัดสเตนเลสในการวัด
ไม่ควรใช้สายยางพลาสติกวัด
เพราะอาจยืดยานและคลาดเคลื่อนได้
สำหรับความหนาควรใช้เวอร์เนียร์(Vernier Caliper)วัด
ไม่ควรใช้ไม้บรรทัดพลาสติกธรรมดาวัดเพราะไม่ละเอียดพอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เฟอร์นิเจอร์เป็นสินค้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่
การมีขนาดขาดหรือเกินในส่วนที่ไม่สำคัญ
เช่นกว้างยาวสูงบวกลบไม่เกิน 3% ควรยอมรับได้
เพราะอาจเกิดจากการผลิตที่ไม่อาจคาดหวังได้
เช่นการพับขอบให้มนและแหลมจะต่างกันประมาณ 2มม.
การปั๊มขึ้นรูปและการดัดท่อเข้าพิมพ์
อาจทำให้ขนาดคลาดเคลื่อนเล็กน้อยประมาณ 1มม.
อันเป็นผลจากแรงกดกระแทกของเครื่องจักรและเบ้าแม่พิมพ์
ตลอดจนส่วนผสมของเนื้อสเตนเลสที่แตกต่างกันเล็กน้อย
การเชื่อมก็อาจทำให้เกิดการหดตัวประมาณ 0.2มม.
เพราะความร้อนสูง เป็นต้น
ฉะนั้นหากมีการกำหนดคุณลักษณะครุภัณฑ์
ขนาดควรใช้คำว่า “ประมาณ” หรือ “ไม่น้อยกว่า”
เพราะเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไปมีขนาดใหญ่
และสาระสำคัญย่อมอยู่ที่คุณภาพโดยรวมว่าดีหรือไม่
และเหมาะสมกับการใช้งานตามความต้องการหรือไม่
ดังนั้นควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
ว่าการวัดขนาดตามมาตรฐานสากลและวิญญูชนทั่วไปเข้าใจ
และข้อเท็จจริงการใช้งานจริงว่าเป็นอย่างไร
โดยไม่ยึดติดกับขนาดตายตัวจนเกินไป
อธิบายโดยรายละเอียดคือ
ประเภทเก้าอี้ที่นั่งกลมหรือสี่เหลี่ยม
วัดจากส่วนของพื้นที่นั่งเป็นหลัก
คือเส้นผ่าศูนย์กลางของที่นั่งกลม
หรือความกว้างยาวของที่นั่งสี่เหลี่ยม
ส่วนเก้าอี้มีพนักพิงก็เช่นเดียวกัน
วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของที่นั่งกลม
หรือหากเป็นสี่เหลี่ยมวัดความกว้างความยาว
หน่วยวัดสากลเป็นเซ็นติเมตร(Centimeter: CM)

เก้าอี้กลมทื่บริษัทผลิตมี 3 ขนาด
ได้แก่ เส้นผ่าศูนย์กลาง (Diameter: D)
28ซม. 32ซม.และ 35ซม.
ความสบายของการนั่งอยู่ที่พื้นที่
ในการรับน้ำหนักของก้นบนพื้นเก้าอี้
จึงอยู่ที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเก้าอี้
ส่วนเก้าอี้มีพนักพิงผลิตที่นั่งมาตรฐาน
คือกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 35ซม.
และเบาะสี่เหลี่ยมกว้างยาว 40x40ซม.
หรือเบาะกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม.หนา 5 ซม.
สำหรับความสูงของที่นั่ง
ตามมาตรฐานเก่าคือ 45ซม.
แต่ปัจจุบันร่างกายสูงขึ้น
ความสูงของที่นั่งจากพื้นควรเป็น 48ซม.
รวมลูกยางรองขาสูง 49ซม.
ทำให้นั่งสบายมากขึ้นและเข่าไม่คู้
ดังนั้นขนาดที่ปรากฏในรูปจะระบุเฉพาะส่วนของที่นั่งเป็นหลัก
คือเส้นผ่าศูนย์กลาง(D)ของแผ่นที่นั่ง
หรือความกว้างความยาวและความสูงของเบาะที่นั่งสี่เหลี่ยม
โดยมีความสูงของที่นั่งจากพื้นดินมาตรฐานคือ 48ซม.
รวมลูกยางรองขา 49ซม.
และวงกลมที่วางเท้าสูงจากพื้น 20ซม.
ส่วนเก้าอี้เตี้ยจะมีพื้นที่นั่งสูงจากพื้น 30ซม.
สำหรับเก้าอี้ออกแบบพิเศษมีท้าวแขน
อาจมีความกว้างความยาวและความสูงแตกต่างกันเล็กน้อย
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการรับน้ำหนัก
และท่าในการนั่งให้สบายของเก้าอี้นั้น
อนึ่งการกำหนดขนาดในเอกสารวิชาการ
จะวัดความกว้าง(Width: W)ของขาหน้า
โดยวัดระยะห่างจากขาด้านซ้ายไปขาขวา
และส่วนลึก(Depth:D)
ซึ่งภาษาไทยบางครั้งก็เรียกว่าความยาว (Length: L)
กรณีเป็นเก้าอี้เอนนอนวัดระยะห่างจากขาหน้าไปขาหลัง
และที่นั่งวัดความสูงจากพื้นดินถึงขอบบนของพื้นที่นั่ง
(Seat High: SH)
และพนักพิงวัดจากพื้นดินถึงขอบบนสุดของพนักพิง
(Backrest High: BH)
โดยจะเขียนขนาดย่อสำหรับเก้าอี้ไม่มีพนักพิงว่า WxDxH
และเก้าอี้มีพนักพิงว่า WxDxSH(BH)
และใส่ตัวเลขเป็นหน่วยเซ็นติเมตร
หรือมิลลิเมตรตามหลังตัวอักษร
เช่น เก้าอี้ไม่มีพนักพิงระบุว่า W40xD40xH48
หมายถึงระยะห่างจากขาหน้าด้านซ้ายไปขวา 40ซม.
ระยะห่างจากขาหน้าไปขาหลัง 40ซม.
และระยะห่างจากพื้นที่นั่งสูงจากพื้นดิน 48ซม.
ส่วนเก้าอี้มีพนักพิงระบุว่า W50xD55xSH48(BH78)
หมายถึงระยะห่างของขาหน้าจากขาซ้ายไปขาขวา 50ซม.
และระยะห่างจากขาหน้าไปขาหลัง 55ซม.
ส่วนของพื้นที่นั่งสูงจากพื้นดิน 48ซม.
และขอบบนสุดของพนักพิงสูงจากพื้นดิน 78ซม.
สำหรับบางกรณีตัวเลขมีเครื่องหมายยัติภังค์(-)คั่นอยู่
หมายถึงขนาดนั้นสามารถปรับขยายได้
เช่น W41xD41xSH60-70(BH70-80)
คือเก้าอี้มีที่นั่งสามารถปรับระดับความสูงได้
จาก 60ซม.ถึง 70ซม.
และพนักพิงสูงจากพื้น 70ซม.ถึง 80ซม.ตามลำดับ

ประเภทโต๊ะ
การวัดขนาดความกว้าง(Width:W)ของโต๊ะ
จะหมายถึงระยะของหน้าโต๊ะจากขอบซ้ายไปขอบขวาสุด
หรืออีกนัยหนึ่งคือความยาว(Length:L)ของโต๊ะ
จึงมักเขียนกำกับด้วยอักษร L
ส่วนความลึก(Depth:D)
วัดระยะจากขอบโต๊ะด้านหน้าไปถึงขอบด้านหลัง
โดยเป็นการวัดเมื่อกางโต๊ะออกในสภาพใช้งาน
โดยหันด้านยาวตรงหน้าผู้วัด
และความสูง(High:H)วัดจากพื้นดินถึงพื้นหน้าโต๊ะบนสุด
การเขียนกำกับจึงเป็นL150xD70xH75
หมายถึงเมื่อกางโต๊ะออกตามสภาพใช้งาน
มีความยาวจากขอบซ้ายไปขวา 150ซม.
ความลึกจากขอบด้านหน้าไปถึงขอบด้านหลัง 70ซม.
และ ความสูงจากพื้นดินถึงหน้าโต๊ะ 75ซม.
บางครั้งก็อาจเขียนเฉพาะตัวเลขอย่างเดียว
ให้เข้าใจความหมายตามลำดับที่กล่าวมานี้
โดยตัวเลขสองตัวหน้าอาจสลับกันได้ตามจำนวนน้อยไปมาก
แต่ตัวเลขตัวหลังเป็นความสูงเสมอ
เช่น 70x110x75ซม.
หมายถึงขนาดของโต๊ะเมื่อกางออกสภาพใช้งาน
มีความลึก70ซม. ความยาว110ซม.และความสูง75ซม.
อีกกรณีหนึ่งตัวเลขสองตัวหน้าเหมือนกัน
เป็นโต๊ะกลมจึงมีความกว้างความยาวเท่ากัน
ตามขนาดเส้นผ่าศูน์กลาง(Diameter: D)ของหน้าโต๊ะ
เช่น 76x76x75ซม.
หมายถึงเมื่อกางโต๊ะออกตามสภาพใช้งาน
มีความยาวหรือกว้างจากขอบซ้ายไปขวา 76ซม.
ความลึกจากหน้าไปหลัง 76ซม.
ซึ่งเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของหน้าโต๊ะ 76ซม.
และความสูงจากพื้นดินถึงหน้าโต๊ะขอบบนสุด 75ซม.
สาระสำคัญของขนาดโต๊ะอยู่ที่การเลือกขนาดของหน้าโต๊ะ
ที่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน
เช่น หน้าโต๊ะขนาด 50x80ซม.นั่งได้ 2-4ที่นั่ง
ขนาด 60x100ซม.นั่งได้ 4-6ที่นั่ง
ขนาด 70x110ซม.นั่งได้ 6-8ที่นั่ง
ขนาด 70-150ซม.นั่งได้ 10-12ที่นั่ง
ขนาด 75x180ซม.นั่งได้ 12-14ที่นั่ง
ขนาด 80x200ซม. นั่งได้ 16-18ที่นั่ง
และโต๊ะกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 76ซม.นั่งได้ 4-6ที่นั่ง
ขนาด 96ซม.นั่งได้ 6-8ที่นั่ง
ขนาด 115ซม.นั่งได้ 10-12ที่นั่ง
ขนาด 142ซม.นั่งได้ 14-16ที่นั่ง
ขนาด 180ซม.นั่งได้ 18-20ที่นั่ง เป็นต้น

ประเภทตู้ เตียงและชั้นวางของ
การวัดขนาดใช้หลักคล้ายกับที่กล่าวมาแล้ว
โดยวัดตามสภาพสินค้าพร้อมใช้งาน
คือความกว้าง(W)วัดจากขอบซ้ายสุดไปถึงขอบขวาสุด
ความลีก(D)วัดจากขอบหน้าสุดไปถึงขอบหลังสุด
และความสูง(H)วัดจากพื้นดินถึงขอบบนสุด
เช่น W80xD50xH80
หมายถึงขนาดความกว้างหรือยาวจากขอบซ้ายไปขวาสุด80ซม.
ความลึกจากขอบหน้าไปหลังสุด50ซม.
และความสูงจากพื้นดินถึงขอบบนสุด80ซม.
สำหรับเตียงนอน
ตัวเลขสุดท้ายหมายถึงความสูงของพื้นเตียง
(Floor: F)จากพื้นดิน
และในวงเล็บคือความสูง(High: H)ของหัวเตียงจากพื้นดิน
โดยไม่วัดความสูงของท้ายเตียง
เช่น W184xL210xF36(H103)
หมายถึงเตียงมีขนาดความกว้าง(W)
จากด้ายซ้ายไปขวา 184ซม.
ความยาว(L)จากขอบหัวเตียงนอกสุดไปขอบท้ายเตียง 210ซม.
ความสูงของพื้นเตียง(F)จากพื้นดินถึงขอบพื้นเตียงบนสุด 36ซม.
และหัวเตียงจากพื้นดินถึงขอบบนสุดของหัวเตียง 103ซม.

อีกกรณีหนึ่งเป็นประเภทราวแขวนผ้าตัวเลขในวงเล็บ
หมายถึงความสูงที่สามารถปรับระดับได้สูงสุด
เช่น W125xD48xH130(215)
หมายถึงราวแขวนผ้าเมื่อประกอบสำเร็จรูปสภาพใช้งาน
มีขนาดความกว้าง(W)จากซ้ายไปขวา 125ซม.
ความลึก(D)จากหน้าไปหลัง 48ซม.
ความสูง(H)จากพื้นดินถึงส่วนบนสุดของราวตากผ้า 130ซม.
และยังสามารถปรับระดับความสูงเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 215ซม.
กรณีตู้หรือชั้นที่อาจใส่ล้อหรือไม่ใส่ล้อก็ได้
ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บหมายถึงความสูงที่ใส่ล้อ
เช่น W62xD32xH80(85)
หมายถึงตู้หรือชั้นมีขนาดความกว้าง(W)
จากขอบซ้ายไปขวาสุด 62ซม.
ความลึก(D)จากขอบด้านหน้าไปหลังสุด 32ซม.
และความสูง(H)เมื่อไม่มีล้อจากพื้นดินถึงส่วนบนสุด 80ซม.
และเมื่อใส่ล้อมีความสูงจากพื้นดินถึงส่วนบนสุด 85ซม.

สำหรับกรณีตัวเลขที่มีเครื่องหมายยัติภังค์(-)คั่นอยู่
หมายถึงขนาดนั้นสามารถปรับขยายได้
เช่น W65xD90xSH30-35xBH80-103
หมายถึงเก้าอี้เอนได้เมื่อตั้งในสภาพใช้งาน
มีขนาดความกว้าง(W)จากด้านซ้ายสุดไปขวาสุด 65ซม.
โดยมีความสูงของที่นั่ง(SH) จากพื้นดินถึงพื้นที่นั่ง 30ซม.
และยังสามารถปรับระดับความสูงของที่นั่งได้ถึง 35ซม.
ความสูงของพนักพิง(BH)จากพื้นดิน
ถึงขอบบนสุดของพนักพิง 80ซม.
และสามารถปรับระดับความสูงของพนักพิงได้อีกถึง 103ซม.
ขนาดประเภทอื่นๆ
ใช้หลักการเช่นเดียวกันกับที่กล่าวอธิบายมาแล้ว
โดยการวัดนิยมวัดขนาดตามสภาพการใช้งานเสมอ
ไม่วัดขนาดที่อยู่ในกล่องหรือขนาดที่พับเก็บได้
เว้นแต่เป็นการเปรียบเทียบในรูป
เช่นขนาดของบันไดในสภาพใช้งานและพับเก็บ

ส่วนกรณีของชิ้นเล็ก
ตัวเลขสุดท้ายหมายถึงความหนา
เช่น แผ่นตะแกรงปิ้งย่างมีขนาดความหนาเท่าไร
หรือตะขอเมื่อติดกับผนังพร้อมใช้งานแล้ว
ส่วนขอบนอกสุดของตะขอห่างจากผนังเท่าไร
หรือพวงหนีบเมื่อแขวนพร้อมใช้งานแล้ว
ส่วนล่างสุดห่างจากส่วนบนสุดเท่าไร เป็นต้น
หลักการและสาระสำคัญ
เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของ เจ.คลาส
ได้ผ่านการทดสอบปรับเปลี่ยนขนาดและความหนา
จนเหมาะสมแก่การใช้งาน
โดยคำนึงถึงความทนทาน
สะดวกสบายในการใช้งานและความคุ้มค่าสมราคา
ดังนั้นท่านจึงโปรดมั่นใจ
ว่าขนาดและความหนาที่บริษัทผลิตออกมาเหมาะสมแล้ว
ปัญหาที่พบบ่อยเนื่องจากบางท่านยังคงยึดติดกับความรู้ตายตัว
เช่นเก้าอี้ต้องมีที่นั่งสูงจากพื้นดิน 45ซม.เท่านั้น
เมื่อลองนั่งเก้าอี้ของบริษัทซึ่งมีที่นั่งสูง 48-49ซม.
แล้วท่านจะเข้าใจแจ่มแจ้งปราศจากข้อสงสัย
ว่าลุกนั่งสะดวกสบายกว่าเดิมมาก
ประการสำคัญขนาดและความหนา
ย่อมต้องเหมาะสมสอดคล้องกับโครงสร้างการรับน้ำหนัก
และการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนั้นด้วย
จึงย่อมมิใช่ข้อจำกัดตายตัวอีกเช่นกัน
ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับประเภทสเตนเลสที่นำมาใช้
ตามโครงสร้างของแบบสินค้า
โดยไม่จำกัดเกรดตายตัว
เช่น บางท่านชอบสเตนเลสที่มีพื้นผิวแบบเส้นขน(Hair Line)
โดยมิได้เข้าใจถ่องแท้ว่าเพื่อประโยชน์อะไร
เพราะชอบเลียนแบบตามอย่างเฟอร์นิเจอร์ต่างประเทศ
ความจริงแล้วสเตนเลสที่มีผิวมันเงาวาวจะผลิตยาก
เพราะต้องขัดเงาหลายขั้นตอน
และยังดูแลรักษาง่ายกว่าแบบผิวเส้นขน
เพราะผิวมันที่ลื่นจะทำให้คราบสกปรกไม่เกาะติดแน่น
และทำความสะอาดง่าย
ส่วนต่างประเทศมีอากาศเย็นและไม่มีฝุ่นมาก
โดยมีความชื้นของอากาศน้อยกว่าบ้านเรา
ย่อมเหมาะกับผิวแบบขนหยาบ
ที่ให้ความรู้สึกในการสัมผัสมากกว่าแบบผิวมันลื่น
ส่วนกรณีความหนาโดยทั่วไปบริษัทผลิตหนา 1มม.
เพราะเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด
ต่อการรับน้ำหนักและการใช้งาน
อีกทั้งยังมีโครงสร้างอื่นรับน้ำหนักเสริมอีกด้วย
จึงมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว
การใช้ความหนาเกินความจำเป็น
ย่อมไม่คุ้มค่ากับการใช้วัตถุดิบทำให้ราคาแพง
เช่นหนา 1.5มม.ตามข้อกำหนดทางราชการ
ปัญหาสุดท้าย
มักนิยมเน้นว่าต้องใช้สเตนเลสเกรด304เท่านั้น
โดยมิได้เข้าใจถ่องแท้ว่าสเตนเลสคืออะไร
และควรใช้เกรดไหนให้เหมาะสมตามประเภทของการใช้งาน
เพราะความจริงสเตนเลสมีร้อยกว่าเกรด
ดังในข้อมูลข้อเท็จจริงที่บริษัทลงไว้
ดังนั้นความถูกต้องจึงอยู่ที่ความชำนาญของผู้ผลิต
ในการเลือกใช้ประเภทและชนิดของสเตนเลส
ที่เหมาะสมกับชิ้นงานนั้นๆมากกว่า
ซึ่งท่านควรเลือกซื้อกับผู้ผลิตที่มีความเชื่อถือ
และเปิดมานานหรือมีประสบการณ์สูง
โดยประการสำคัญคือต้องใช้สเตนเลสแท้เท่านั้น
มิใช่ใช้เหล็กชุบโครเมี่ยมหรือแผ่นสังกะสีชุบโครเมี่ยม
ข้อเท็จจริงและปัญหาทั้งหมดข้างต้นนี้
มีปรากฏแล้วกับงานประมูลของทางราชการ
ที่กำหนดคุณสมบัติครุภัณฑ์
และการตรวจสอบรับงานแบบพิสดาร
เป็นการกำหนดสร้างปัญหาและกีดกันผู้ค้าที่สุจริต
เพื่อรับเฉพาะพวกพ้องของตนหรือมีผลประโยชน์แอบแฝง
จนเกิดผลลัพท์ประจานความล้มเหลวเสียหาย
แก่เงินงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์
แต่ได้สินค้าไม่ดีไม่มีคุณภาพทำให้ใช้งานได้ไม่นาน
สินค้าก็ชำรุดเสียหายและเป็นสนิม เป็นต้น
นโยบายประเทศไทยต้องพัฒนาในยุค 4.0
เราจึงต้องช่วยกันสร้างคุณธรรมความรู้ที่ถูกต้อง
รวมทั้งป้องกันขจัดคนโกงคนฉ้อราษฎร์บังหลวง
ช่วยกันทำให้สังคมของเราดีขึ้น
เจ.คลาสยินดีช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้
ประเทศไทยรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้าสืบไป